อาเทน

อาเทน (อังกฤษ Aten) เป็นสุริยเทพพระองค์หนึ่ง ได้รับการนับถือมากในสมัยฟาโรห์อเมนโฮเตปที่ 4 ที่ต้องการเปลี่ยนให้ชาวอียิปต์นับถือเทพอาเทนเพียงพระองค์เดียว ทรงเปลี่ยนพระนามของพระองค์เป็นแอเคนาเทนและสร้างเมืองอเคทาเทนเป็นเมืองหลวงใหม่ถวายแด่เทพเจ้าพระองค์นี้ อาเทนเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองธีบส์ มีรูปเป็นบุรุษเพศ เศียรประดับศิราภรณ์รูปขนนกยาว ยุคหลังพระนามเพี้ยนเป็น อาตอน หรือ อาเทน ในยุคของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 ได้ทรงพยายามให้คนอียิปต์ทั้งมวลหันมาเคารพเทพอาเทนเพียงองค์เดียว ซึ่งนับเป็นความพยายามในการปฏิรูปความเชื่อครั้งยิ่งใหญ่ โดยฟาโรห์เองได้เปลี่ยนพระนามเป็น แอเคนาเทน (Akhenaten) และฟาโรห์องค์ต่อมาก็ทรงพระนามที่เกี่ยวข้อง คือ ตุตันคาเมน เป็นต้น อาเทน หรืออามุน ถือเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ได้ถูกนำมารวมกับ รา หรือ เร กลายเป็นสุริยเทพซึ่งเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวง ธีบส์ (กรีกโบราณ Θῆβαι, Thēbai) เป็นที่รู้จักของชาวอียิปต์โบราณว่า วาเซท เป็นเมืองอียิปต์โบราณตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำไนล์ประมาณ 800 กิโลเมตร (500 ไมล์) ทางตอนใต้ของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซากปรักหักพังของเมืองนี้อยู่ในเมืองลักซอร์ในอียิปต์สมัยปัจจุบีน ธีบส์เป็นเมืองหลักของชาวอียิปต์บน และเป็นเมืองหลวงของอียิปต์ส่วนใหญ่ในช่วงราชอาณาจักรกลางและราชอาณาจักรใหม่ และอยู่ใกล้กับเมืองของชาวนิวเบีย และทะเลทรายทางทิศตะวันออกซึ่งมีทรัพยากรแร่และเส้นทางการค้าที่มีสำคัญ เป็นศูนย์กลางการบูชาและเป็นเมืองที่นับถือมากที่สุดของอียิปต์โบราณในช่วงความมั่งคั่ง พื้นที่ของธีบส์ครอบคลุมพื้นที่ทั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารที่เมืองคาร์นักและเมืองลักซอร์ และเมืองที่เหมาะสมตั้งอยู่ และชายฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่ตั้งของสุสานขนาดใหญ่และยังคงอยู่ในสมัยปัจจุบันและยังสามารถพบได้ภาษากรีกโบราณ เป็นรูปแบบของภาษากรีกที่ใช้ในยุคกรีซโบราณ และกรีซยุคคลาสสิค ตลอดจนโลกยุคโบราณของอารยธรรมเมดิเตอเรเนียน ตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 9…

Continue Reading

โมเสส

โมเสส (ศัพท์ศาสนายูดาห์และศาสนาคริสต์) หรือ มูซา (ศัพท์ศาสนาอิสลาม) (อังกฤษ Moses ฮีบรู מֹשֶׁה‎ อาหรับ موسى‎ มูซา) เป็นผู้บัญญัติกฎและผู้เผยพระวจนะแก่วงศ์วานอิสราเอล ซึ่งเป็นที่มาของคัมภีร์โทราห์ในศาสนายูดาห์ หรือคัมภีร์เบญจบรรณในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของศาสนาคริสต์ อีกทั้งยังเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ตามคติของศาสนาอิสลาม และเป็นศาสดาตามคติของศาสนาบาไฮคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า โมเสสเกิดในเผ่าเลวี บิดาชื่อ อับราม มารดาชื่อ โยเคเบด มีพี่ชาย คือ อาโรน ก่อนหน้าโมเสสเกิด ฟาโรห์แห่งอียิปต์ เห็นว่าชาวยิวมีจำนวนมากและแข็งแกร่ง จึงต้องการลดปริมาณชาวยิวลง โดยมีคำสั่งให้อิสราเอลนำเด็กเกิดใหม่ที่เป็นเพศชาย ทิ้งลงแม่น้ำไนล์ แต่มารดาของโมเสสได้ซ่อนโมเสสไว้ จนกระทั่งถึงวัยที่ไม่สามารถจะหลบซ่อนได้อีก มารดาจึงนำโมเสสใส่ตะกร้าวางไว้ในกอไม้ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ เมื่อธิดาฟาโรห์ลงมาสรงน้ำ จึงเจอทารกน้อยโมเสส จึงนำไปเลี้ยงดู โมเสสได้โตขึ้นมาโดยมีมารดาเป็นแม่นมของตนเอง โมเสส แปลว่า ฉุดขึ้นมา’แปลว้าเมื่อ​โม‌เสส​โต​ขึ้น ท่าน​ไป​หา​พวก​พี่‍น้อง เห็น​พวก‍เขา​ต้อง​ทำ​งาน​หนัก โม‌เสส​เห็น​คน​อียิปต์​คน​หนึ่ง​กำลัง​ตี​คน​ฮีบรู ซึ่ง​เป็น​ชน‍ชาติ​เดียว​กับ​ตน ท่าน​มอง​ซ้าย​มอง​ขวา​เห็น​ว่า​ไม่‍มี​ใคร​อยู่ จึง​ฆ่า​คน​อียิปต์​นั้น แล้ว​ซ่อน​ศพ​ไว้​ใน​ทราย เมื่อ​โม‌เสส​ออก​ไป​อีก​ใน​วัน‍รุ่ง‍ขึ้น ก็​เห็น​คน​ฮีบรู​สอง​คน​ต่อ‍สู้​กัน​อยู่ จึง​ตัก‍เตือน​คน​ที่​ทำ​ผิด​นั้น​ว่า “ท่าน​ตี​พี่‍น้อง​ของ​ท่าน​เอง​ทำไม” เขา​ตอบ​ว่า “ใคร​ตั้ง​เจ้า​ให้​เป็น​เจ้า‍นาย​และ​เป็น​ตุลา‌การ​ปก‍ครอง​เรา เจ้า​ตั้ง‍ใจ​จะ​ฆ่า​ตัว​ข้า​เหมือน​ที่​ได้​ฆ่า​คน​อียิปต์​คน​นั้น​หรือ” โม‌เสส​ก็​กลัว คิด​ว่า “เรื่อง​นั้น​คง​รู้​กัน​ทั่ว​แล้ว​แน่ ๆ” jumbo…

Continue Reading

ฟาโรห์ตุตันคาเมน

ทูเทินคามูน (อักษรโรมัน Tutankhamun) หรือ ทุตอังคาเมิน,ทูทังคาเมิน,ทูเทินคาเมิน, หรือ ทูเทินคาเมนอักษรโรมัน Tutankhamen) หรือ ทูตเอิงคาเมิน (อักษรโรมัน Tutenkhamon) หรือ อาเมิน-ทุต-อังค์ (Amen-tut-ankh) ตามอักษรไฮเออโรกลีฟอียิปต์ที่เอาพระนามเทพเจ้าขึ้นก่อนพระนามส่วนพระองค์เพื่อแสดงความเคารพต่อเทวะ มีความหมายว่า รูปลักษณ์ที่มีชีวิตของอาเมิน (Living Image of Amen) คนไทยมักเรียก ตุตันคาเมน หรือ ตุตันคามุน เป็นฟาโรห์พระองค์หนึ่งในราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์โบราณ มีพระชนม์อยู่ในราว 1341–1323 ปีก่อนคริสตกาล และเสวยราชย์ราวเก้าปีใน 1332–1323 ปีก่อนคริสตกาลตามลำดับเวลามาตรฐาน ในช่วงที่ประวัติศาสตร์อียิปต์เรียกว่า ราชอาณาจักรใหม่ (New Kingdom) หรือ จักรวรรดิใหม่ (New Empire) อนึ่ง ยังเป็นไปได้ว่า พระองค์เป็นบุคคลเดียวกับ นีบูร์เรเรยา (Nibhurrereya) ในเอกสารอะมาร์นา (Amarna letters) รวมถึง พระเจ้าราโททิส (King Rathotis) ที่ปราชญ์แมนะโท (Manetho) ระบุว่า เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์ที่ 18…

Continue Reading

เนเฟอร์ติติ

เนเฟอร์ติติ (1370 – 1330 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นราชินีของฟาโรห์อาเมนโฮเทป ที่ 4 แห่งอียิปต์ (ภายหลังได้เปลี่ยนพระนามมาเป็นอาเคนาเทน) และพระมารดาสะใภ้ของฟาโรห์ตุตันคามุน กล่าวกันว่าเนเฟอร์ติติอาจเคยขึ้นครองบัลลังก์อียิปต์เป็นช่วงเวลาสั้น ๆ หลังจากพระสวามีสิ้นพระชนม์ และก่อนที่ฟาโรห์ตุตันคามุนจะเถลิงศิริราชสมบัติ แต่ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักวิชาการ ชื่อของพระนางอาจแปลได้โดยสังเขปว่า โฉมงามผู้มาสู่ และยังพ้องกับคำเรียกเครื่องประดับชนิดหนึ่งที่เป็นลูกปัดทองคำรูปยาวรี ดังที่เราเห็นรูปปั้นของเธอสวมใส่อยู่เสมอ ลูกปัดชนิดนี้เรียกว่า ลูกปัด เนเฟอร์ เนเฟอร์ติติโด่งดังจากรูปปั้นท่อนบน ที่ตอนนี้จัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์นอยเอส ในนครเบอร์ลิน รูปปั้นดังกล่าวเป็นรูปที่ถูกทำเลียนแบบซ้ำมากที่สุดในบรรดาศิลปวัตถุของไอยคุปต์ สร้างขึ้นโดยประติมากร Djhutmose และถูกค้นพบในห้องทำงานศิลปะของเขา รูปปั้นท่อนบนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังเนื่องจากเป็นตัวอย่างของความเข้าใจอย่างถ่องแท้ของชาวอียิปต์โบราณเกี่ยวสัดส่วนขององค์ประกอบบนใบหน้า พระนางถูกเรียกขานมากมายหลายชื่อ ที่วิหารคาร์นัก มีศิลาจารึกที่ขานพระนางว่าเป็น ‘ผู้สืบทอด’ ‘ที่สุดของผู้เป็นที่โปรดปราน’ ‘ผู้มีสเน่ห์’ ‘ผู้แผ่ความสุข’ ‘ชายาผู้อ่อนหวาน’ ‘ผู้เป็นที่รัก’ ‘ผู้ปลอบประโลมหัวใจขององค์ราชาในวัง’ ‘ผู้มีถ้อยคำอ่อนโยน’ ‘ชายาแห่งอียิปต์ตอนบนและอียิปต์ตอนล่าง’ ‘ชายาของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่’ ‘ผู้ที่กษัตริย์ทรงรัก’ ‘สตรีแห่งดินแดนทั้งสอง’ ‘เนเฟอร์ติติ’ไม่มีใครทราบว่าบิดามารดาของเนเฟอร์ติติเป็นใคร แต่มีผู้เห็นพ้องต้องกันว่าเธออาจเป็นธิดาของเอย์ ผู้ที่ได้เป็นฟาโรห์ในเวลาต่อมา กับมเหสีที่มีชื่อว่าเทย์ อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าเนเฟอร์ติติแท้จริงคือเจ้าหญิงทาดูเคปา ธิดาของกษัตริย์ทัชรัตตาแห่งมีทานนี ในม้วนคัมภีร์โบราณมีการกล่าวถึงชื่อนีเมรีธิน เป็นอีกชื่อหนึ่งของพระนาง แต่ก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ ยังมีผู้เสนอแนวคิดว่าพระนางเป็นธิดา หรือพระญาติกับฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่สาม หรือไม่ก็เป็นชนชั้นสูงของชาวเธบ อีกทฤษฎีหนึ่งยกให้เนเฟอร์ติติเป็นธิดาของซีตามุน น้องสาวต่างมารดาของอาเมนโฮเทปที่สาม…

Continue Reading

อาเทน

อาเทน (อังกฤษ Aten) เป็นสุริยเทพพระองค์หนึ่ง ได้รับการนับถือมากในสมัยฟาโรห์อเมนโฮเตปที่ 4 ที่ต้องการเปลี่ยนให้ชาวอียิปต์นับถือเทพอาเทนเพียงพระองค์เดียว ทรงเปลี่ยนพระนามของพระองค์เป็นแอเคนาเทนและสร้างเมืองอเคทาเทนเป็นเมืองหลวงใหม่ถวายแด่เทพเจ้าพระองค์นี้ อาเทนเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองธีบส์ มีรูปเป็นบุรุษเพศ เศียรประดับศิราภรณ์รูปขนนกยาว ยุคหลังพระนามเพี้ยนเป็น อาตอน หรือ อาเทน ในยุคของฟาโรห์อาเมนโฮเทปที่ 4 ได้ทรงพยายามให้คนอียิปต์ทั้งมวลหันมาเคารพเทพอาเทนเพียงองค์เดียว ซึ่งนับเป็นความพยายามในการปฏิรูปความเชื่อครั้งยิ่งใหญ่ โดยฟาโรห์เองได้เปลี่ยนพระนามเป็น แอเคนาเทน (Akhenaten) และฟาโรห์องค์ต่อมาก็ทรงพระนามที่เกี่ยวข้อง คือ ตุตันคาเมน เป็นต้น อาเทน หรืออามุน ถือเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ ได้ถูกนำมารวมกับ รา หรือ เร กลายเป็นสุริยเทพซึ่งเป็นใหญ่เหนือเทพทั้งปวงแอเคนาเทน (Akhenaten, Ikhnaton, Akhenaton, Ikhnaton, Khuenaten) หรือ แอเมนโฮเทปที่ 4 (Amenhotep IV) หรือ อาเมโนฟิสที่ 4 (Amenophis IV) เป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 10 แห่งราชวงศ์ที่สิบแปดแห่งอียิปต์ (Eighteenth dynasty) ฟาโรห์แอเคนาเทน มีพระมเหสีที่เป็นราชินีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง คือ ราชินีเนเฟอร์ติติ (Nefertiti) และพระราชโอรสที่มีชื่อเสียงอีกเช่นกัน…

Continue Reading

รา (เทพ)

รา (อังกฤษ Ra) หรือ เร (อังกฤษ Re) หรือ อาเมน-รา (อังกฤษ Amen-Ra) หรือ อามอน-รา (อังกฤษ Amon-Ra) คือ เทพแห่งดวงอาทิตย์ในตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ของอียิปต์ โบราณสัญลักษณ์ของเทพราคือวงกลมหนุนอยู่บนเรือ แต่ส่วนมากมักเป็นมนุษย์ พระเศียรเป็นนกเหยี่ยว เชื่อว่าถือกำเนิดมาจากแม่น้ำแห่งเทพนุน กายล้อมรอบด้วยกลีบดอกบัว ทุกวันเมื่อเข้าสู่ราตรีกาล เทพราจะกลับมาบรรทมในดอกบัวนี้ สัญลักษณ์ของพระองค์เป็นนกศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า นกเบนนู (Bennu bird) เกาะที่ยอดพีระมิด ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงอาทิตย์ เทพราเป็นดั่งบิดาแห่งมวลมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย ทรงสร้างเทพชู เทพแห่งลม เทพีเตฟนุต เทวีแห่งสายฝน เทพเกบ เทพแห่งปฐพี เทพีนัต เทวีแห่งท้องฟ้าและ เทพฮาปี เทพแห่งแม่น้ำนิลนาม เทพรามีหลายพระนามด้วยกันคือ ในตอนเช้ามักถูกเรียกว่า เฆปรี (Khepri) หรือ เฆเปรา (Khepera) เรียกว่าราในตอนกลางวัน และตุม (Tum) หรืออาตุม (Atum) ในตอนเย็น เทพรา จะเสด็จออกจากเมืองเฮลีโอโปลิสพร้อมกับเหล่าเทพเจ้า โดยใช้เรือสุริยันเป็นยานพาหนะ เพื่อตรวจเยื่ยมราษฎรในแคว้นทั้ง 12…

Continue Reading

พระอาทิตย์

พระอาทิตย์ (เทวนาครี सूर्य สูรฺย), พระสุริยะ หรือ พระสูรยะ เป็นเทวดานพเคราะห์องค์หนึ่ง มีอำนาจเหนือกว่าเทวดานพเคราะห์ทั้งหลาย ในคติไทย พระอาทิตย์ถูกสร้างขึ้นมาจากพระศิวะทรงนำไกรสรราชสีห์ ๖ ตัว มาบดป่นเป็นผง ห่อผ้าสีแดง ประพรมด้วยน้ำอมฤต แล้วเสก ได้เป็นพระอาทิตย์ มีพระวรกายสีแดง ทรงเครื่องประดับด้วยทองคำและแก้วปัทมราช(ทับทิม) ทรงราชสีห์เป็นพาหนะ ประจำอยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอิสาน) และแสดงถึงอักษร อ และสระทั้งหมดในภาษาบาลี-สันสกฤต (อ อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ) เรียกว่า ครุฑนาม ในฤคเวท พระอาทิตย์เป็นหนึ่งในสามเทพสูงสุด อันได้แก่ พระอัคนี เทพแห่งไฟ พระอินทร์ เทพแห่งสายฟ้า และพระอาทิตย์ เทพแห่งแสงสว่าง บางตำราก็ให้พระอาทิตย์ทรงเป็นเทพโลกบาล ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ แทนที่พระนิรฤติ ในศาสนาฮินดูในคติฮินดู พระอาทิตย์ มีนามว่า พระสูรยะ เป็นบุตรของพระกัศยปฤๅษีเทพบิดร และพระแม่อทิติ เดิมมีนามว่า พระมารตัณฑะ เป็นเทพในตระกูลเทพพระอาทิตย์ ๑๒ องค์…

Continue Reading

พระยม

ศาสนาฮินดูเชื่อว่าพระยมเป็นเทพผู้ดูแลรักษาวัฏสงสาร ให้ดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น เป็นเทพโลกบาลประจำทิศทักษิณ (ทิศใต้) ยมราช เป็นบุตรของพระอาทิตย์ กับพระนางศรัณยา มีชื่อเดิมว่า ยม ครั้งหนึ่งโลกยังไม่มีความตายเกิดขึ้น เพื่อทำให้เกิดความสมดุลของชีวิต ปฐมพรหมในรูปของพระแม่มหากาลี ได้อวตารเป็นพระแม่ไภรวี 1 ใน พระทศมหาวิทยา ทรงกำหนดวัฏสงสาร สร้างยมโลก และทำให้มีความตายเกิดขึ้น และทรงมอบหมายให้ยมราชเป็นผู้ทำหน้าที่เทพแห่งความตาย ปกครองยมโลกและนรก ทำหน้าที่ตัดสินและมอบผลกรรมแก่วิญญาณผู้ตาย พระยมมีอาวุธวิเศษ ที่สร้างขึ้นมาจากฝีมือของพระวิศวกรรม คือ บ่วงยมบาศ และ กระบองยมทัณฑ์ ที่สามารถมอบความตายให้แก่ทุกสรรพชีวิต บางตำนานเล่าว่า พระยมเป็นมนุษย์คนแรกบนโลกที่ตายไปจากโลก และได้รับรู้เรื่องราวหลังความตายและทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวิญญาณทั้งหลาย และได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ฤๅษีนจิเกตัส บางตำนานเล่าว่า พระยมเคยเกิดเป็นกษัตริย์กรุงโกศัมพี แคว้นไวศาลี ทรงฝักใฝ่ในการทำสงคราม ก่อนตายทรงอธิษฐานให้ได้เกิดเป็นเจ้านรก เมื่อตายแล้วได้มาเกิดเป็นพระยม แต่ยังต้องรับกรรมโดยการดื่มน้ำทองแดงวันละ 3 เวลา เมื่อสิ้นกรรมแล้วจะได้เกิดเป็นท้าวสมันตราช พระยม เป็นสาวกเอกของทั้งพระศิวะและพระวิษณุ พระยมยังมีอีกนาม ชื่อ ธรรมราช ในตำนานฮินดู มีบุคคลที่สามารถเอาชนะความตายได้ คือ ฤๅษีมารกัณเฑยะ และ นางสัตยวดี ในมหาภารตะ พระยมได้ให้กำเนิดบุตร คือ ยุธิษฐิระ และอวตารเป็นท้าววิทูร jumbo…

Continue Reading

จง ขุย

จง ขุย (จีน 鍾馗 พินอิน Zhōng Kuí) เป็นเทพกึ่งปีศาจในตำนานเทพของจีน เชื่อกันว่าจงเขว่ยเป็นผู้กำราบปิศาจร้าย และมักจะวาดภาพจงเขว่ยไว้ที่หน้าประตู เพื่อเป็นผู้ปกปักษ์คุ้มครองบ้าน ตามตำนานของจีน เล่าว่าจง ขุยเป็นชายหนุ่ม มีความรู้ดี แต่หน้าตาอัปลักษณ์ เขาเดินทางไปกับตู้ผิง (杜平) เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนบ้านเดียวกัน เพื่อเข้าสอบรับราชการเป็นบัณฑิต ที่เรียกว่า จอหงวน ในเมืองหลวง แม้ว่าจงจะสอบได้คะแนนสูงสุด แต่ฮ่องเต้ก็มิได้ประทานตำแหน่งจอหงวน ให้เพราะจง ขุยมีรูปร่างหน้าตาที่น่าเกลียดนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ จงเขว่ยจึงโกรธและน้อยใจอย่างยิ่ง และฆ่าตัวตายที่บันไดพระราชวังนั่นเอง ส่วนตู้ผิงก็ช่วยทำศพเพื่อน ครั้นเมื่อตายไปแล้ว จง ขุยได้เป็นราชาแห่งปิศาจในนรก และจะกลับบ้านเกิดในช่วงปีใหม่ (นั่นคือ ตรุษจีน) นอกจากนี้ ยังได้ตอบแทนความมีน้ำใจของตู้ผิง โดยการมอบน้องสาวให้แต่งงาน เรื่องราวของจง ขุยนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในนิทานพื้นบ้านของจีน ตั้งแต่สมัยจักรพรรดิถังเสฺวียนจง (唐玄宗) ในราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 712 ถึง ค.ศ. 756) จากเอกสารในสมัยราชวงศ์ซ่ง ระบุว่า เมื่อจักรพรรดิเสวียนจงทรงพระประชวรหนัก ทรงพระสุบินเห็นปิศาจสองตน ตนเล็กขโมยถุงเงินไปจากพระสนม นามว่าหยางกุ้ยเฟย และขลุ่ยขององค์จักรพรรดิ ส่วนปิศาจคนใหญ่นั้น สวมหมวกขุนนาง มาจับปิศาจตนเล็ก…

Continue Reading

โอดินน์

โอดินน์ (นอร์สเก่า Óðinn) เทพเจ้าสูงสุดในเทพปกรณัมของชาวนอร์ส เป็นเทพเจ้าที่ใฝ่หาความรู้ ยึดมั่นในสัจจะ ช่วยเหลือผู้อื่น ออกผจญภัยเพื่อใช้ชีวิตให้คุ้มค่า และรบอย่างกล้าหาญเพื่อตายอย่างมีเกียรติในสนามรบ ให้ลูกหลานนำเรื่องราวของตนไปเล่าขานในฐานะวีรบุรุษ และเพื่อให้ดวงวิญญาณได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับกองทัพเทพ ร่วมต่อสู้กับยักษ์ในวันสิ้นโลก (ชาวไวกิงเป็นตัวอย่างหนึ่งของชนที่นับถือศาสนานี้ แม้เทพโอดินน์ทรงสร้างโลก แต่พระองค์ก็ไม่สามารถล่วงรู้อนาคตของโลกได้ โดยเฉพาะความลับสูงสุดของจักรวาล การถือกำเนิด ชีวิตหลังความตาย และอนาคตของโลก เพื่อให้ทรงทราบความลับเหล่านี้ จึงทรงทรมานพระองค์เองโดยผูกเท้าข้างหนึ่งกับพฤกษาที่เป็นแกนกลางของโลก (อึกก์ดราซิลล์) แทงหอกที่สีข้าง ทรมานอยู่ถึง 9 วัน 9 คืน จนถึงกับสิ้นพระชนม์ แต่แล้วก็ทรงฟื้นคืนขึ้นมาใหม่โดยไม่เจ็บปวด แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรีชาญาณ ทรงบันทึกสิ่งที่พระองค์ค้นพบในรูปแบบอักษรศักดิ์สิทธิ์ 24 ตัว เรียกว่า รูนส์ ซึ่งต่อมาทรงพระราชทานรูนส์แก่ชาวโลกเพื่อให้ใช้ในฐานะเทพพยากรณ์ นที่สุด ทรงล่วงรู้อนาคต รู้วันสิ้นโลก รู้ว่าในวันข้างหน้า โลกจะถึงกาลแตกดับ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น พระองค์จะทะนุถนอมโลกที่ทรงสร้างอย่างดี เพื่อเมื่อถึงวันโลกาวินาศจะได้มีเทพและมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ไปสร้างโลกใหม่ที่มีความสุข แต่ยังทรงต้องการความรู้เพิ่มเติม จึงทรงไปที่รากของต้นไม้อึกก์ดราซิลล์เพื่อดื่มน้ำพุวิเศษที่ทำให้กลายเป็นผู้รอบรู้ ที่บ่อน้ำพุนี้มียักษ์ตนหนึ่งเฝ้าอยู่ ชื่อมีมีร์ หากจะทรงถืออำนาจดื่มน้ำพุเลยในฐานะจอมเทพ ย่อมทรงกระทำได้ แต่พระองค์ไม่ทำเพราะเห็นว่าเป็นการกระทำของคนโฉด จึงทรงแลกเปลี่ยนดวงตาข้างหนึ่งเพื่อการได้ดื่มน้ำ ยักษ์ยินยอม แล้วพระองค์ก็ทรงดื่มน้ำนั้นจนหมดบ่อ jumbo jili แม้จะทรงมีหอกวิเศษกุงก์นีร์อันเป็นหอกที่ไม่เคยพลาดเป้าเป็นอาวุธ แต่กลับไม่ค่อยได้ใช้อาวุธของพระองค์เท่าใดนัก ว่ากันว่าพระองค์จะได้ใช้หอกนี้อย่างแท้จริงก็คือในวันทำสงครามแรกนะร็อก…

Continue Reading