เหอเซียนกู

เหอเซียนกู (จีน 何仙姑 พินอิน Hé Xiāngū นางฟ้าเหอ) ชื่อจริงว่า เหอ ฉฺยง (何瓊) เป็นบุคคลในประมวลเรื่องปรัมปราจีน ลัทธิเต๋าจัดเข้าเป็นเซียนองค์หนึ่งในกลุ่มโป๊ยเซียน (แปดเซียน) โดยเป็นสตรีหนึ่งเดียวในกลุ่มดังกล่าว เอกสาร เซียนฝัวฉีจง (仙佛奇蹤) ว่า นางเป็นบุตรหญิงของเหอ ไท่ (何泰) ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่เจิงเฉิง (增城) ในกวั่งตง (广东) เมื่อนางเกิด มีผมยาว 6 เส้นอยู่บนกระหม่อม ครั้นนางอายุได้ 16 ปี นางฝันว่า เทวดาองค์หนึ่งมาบอกว่า บริโภคผง ยฺหวินหมู่ (雲母) คือ หินไมกาที่บดเป็นผง แล้วจะเป็นอมตะ นางก็ปฏิบัติตาม ทั้งยังรักษาพรหมจรรย์ และถือศีลอดแบบพี่กู่ (辟穀) คือ งดบริโภคธัญพืชบางประเภท ต่อมา พระนางอู่ เจ๋อเทียน (武則天) รับสั่งเรียกนางเข้าราชสำนัก แต่นางหายตัวไประหว่างเดินทาง ภายหลัง นางได้กลายเป็นเซียนและขึ้นสวรรค์ไป ณ วันหนึ่งในปีจิ่งหลง (景龍 คือ ช่วง ค.ศ. 707–710) ของรัชกาลจักรพรรดิถังจงจง (唐中宗)

jumbo jili

นางมักได้รับการแสดงภาพว่า ถือดอกบัว บางคราวก็ถือเครื่องดนตรีที่เรียก เชิง (笙) บางคราวก็ถือแส้หรือกระบวย บางคราวก็มีนกการเวก (凤凰) เคียงคู่อยู่ด้วยเจงกีสข่านได้รวบรวมเผ่าชาวมองโกลและชนเผ่าเตอร์กิค บริเวณทุ่งหญ้าสเตปป์เป็นหนึ่งเดียวและตั้งตนเป็นมหาข่าน ในปี ค.ศ. 1206 เขาและผู้สืบทอดของเขาขยายอาณาจักรมองโกลไปทั่วเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง อาณาจักรดังกล่าวได้กลายมาเป็นจักรวรรดิมองโกล ภายใต้การปกครองของบุตรชายที่สามของเจงกีสข่าน โอเกได ข่าน กองทัพมองโกลได้ทำลายและทำให้ราชวงศ์จินอ่อนแอลง ใน ปี ค.ศ. 1234 ทำให้ชาวมองโกลครอบครองดินแดนจีนตอนเหนือมากที่สุด โอเกได ข่าน เสนอให้หลานชายของเขาชื่อ กุบไล ข่าน เข้ามาดำรงตำแหน่งที่เมือง ซิงโจว, บริเวณเหอเป่ย์ในปัจจุบัน กุบไลไม่สามารถอ่านภาษาจีนได้ แต่มีชาวจีนฮั่นหลายคนที่ตกเป็นเชลยอยู่กับเขาและได้ให้ความช่วยเหลือแก่เขาในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา กุบไลยังได้รับการดูแลควบคู่โดยมารดาของกุบไล ซอร์กาทานีเบกี เขาแสวงหาคำปรึกษาของที่ปรึกษาของชาวจีนและชาวบวชลัทธิขงจื้อ และเริ่มสนใจอารยธรรมจีนมากกว่ามองโกล มองเกอ ข่าน ได้สืบทอดตำแหน่งต่อจากกูยัก ข่าน โอรสของโอเกได ข่าน และขึ้นเป็นมหาข่านในปี ค.ศ. 1251 เขาได้แต่งตั้งน้องชายของเขา กุบไล ข่าน ปกครองดินแดนที่มองโกลยึดครองในจีน ในระหว่างที่ปกครองดินแดนจีน กุบไล ข่านได้สร้างโรงเรียนสำหรับศึกษาลัทธิขงจื้อ ผลิตเงินกระดาษขึ้นมาใช้ นอกจากนี้กุบไล ข่านยังฟื้นฟูพิธีกรรมจีนและรับรองนโยบายที่กระตุ้นการเติบโตทางการเกษตรและเชิงพาณิชย์ เขาได้ประกาศให้เมืองไคปิงเป็นเมืองหลวงราชธานี ในปัจจุบัน ตั้งอยู่ในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ชื่อเมืองถูกเปลี่ยนเป็นแซนาดู จักรวรรดิมองโกลได้รุกรานญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี ค.ศ. 1274 และ 1281 โดยมีเกาหลีและจีนเป็นแนวร่วม ในครั้งแรก ได้นำไพร่พลไปราวสองหมื่นนาย ญี่ปุ่นไม่อาจทัดทหารและยุทธวิธีการรบของมองโกลได้ และในภาวะเสียเปรียบของญี่ปุ่น แต่ได้เกิดพายุไต้ฝุ่นขึ้นอย่างกะทันหัน พัดทำลายกองเรือของฝ่ายมองโกลอัปปางจนเกือบหมดสิ้น จนทหารมองโกล จีน และเกาหลี ต่างขวัญหนีดีผ่อ จมน้ำตายบ้าง ส่วนที่รอดชีวิตก็ถูกญี่ปุ่นประหารหรือเป็นเชลยมาก ชาวญี่ปุ่นจึงตั้งชื่อพายุนี้ว่า คะมิกะเซะ (วายุเทพ) ที่ช่วยปกป้องญี่ปุ่น

สล็อต

จากที่การรบคราวแรกรบแพ้ ศึกครั้งที่สอง กุบไล ข่าน จึงรับสั่งให้ต่อเรือรบ มากกว่า 4,000 ลำ และกำลังทหารนับ 140,000 นาย ซึ่งใช้เวลาตระเตรียมมากกว่า 6 ปี มองโกลหวังจะพิชิตญี่ปุ่นให้หมดสิ้น แต่ทั้งนี้ ญี่ปุ่นก็ได้เตรียมรับมือเป็นอย่างดี โดยมีการสร้างป้อมและกำแพงหิน ซึ่งมีความทนทานจนปืนใหญ่ของฝ่ายมองโกลไม่อาจพิชิตได้ การรบดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดจะเพลียงพล้ำ แต่แล้ว ก็บังเกิดเหตุคลื่นยักษ์สึนามิ พัดเข้าสู่ที่ตั้งของกองเรือมองโกลจนพินาศย่อยยับเกือบทั้งหมด ทหารมองโกลเสียชีวิตจากการจมน้ำไปนับแสนนาย ส่วนที่รอดก็ถูกญี่ปุ่นประหารและจับเป็นเชลย โดยมีทหารรอดกลับเกาหลีเพียงไม่กี่พันนายจากที่ยกทัพมาเรือนแสน จากการแพ้ครั้งยิ่งใหญ่นี้ทำให้กุบไลข่านทรงพิโรธเป็นอย่างมาก และในปี 1283 รับสั่งให้เตรียมการบุกญี่ปุ่นครั้งที่ 3 แต่เนื่องจากบรรดาขุนนาง ทหาร และราษฎรคัดค้านอย่างหนัก เพราะศึกสองครั้งที่ผ่านมา ได้สูญเสียทรัพย์สินและไพร่พลไปอย่างมหาศาลแล้ว ทำให้การบุกครั้งที่สาม ต้องล้มเลิกลงในปี 1286กุบไลข่านทรงส่งกองทัพแผ่อำนาจลงทางใต้เพื่อล้มล้างราชวงศ์ซ่งทางตอนใต้ของจีน ซึ่งผลจากการยกทัพตามไล่ล่าพวกราชวงศ์ซ่งดังกล่าว เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้กองทัพมองโกลรุกรานลงมายังเขตมณฑลยูนนานในปี พ.ศ. 1796 (ค.ศ. 1253) หลังจากเคลื่อนกองทัพเข้ายึดมณฑลยูนนานและโจมตีอาณาจักรน่านเจ้าในยูนนานแตกแล้ว ตามข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์ถือว่าอาณาจักรน่านเจ้าเป็นอาณาจักรของชาวไท ที่ถูกกองทัพมองโกลโจมตีจึงได้อพยพลงมาทางใต้มาอยู่ในเขตแหลมทอง[ต้องการอ้างอิง] และได้ตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นแต่ข้อมูลดังกล่าวนี้ยังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันว่า อาณาจักรน่านเจ้าเป็นของไทยจริงหรือไม่
รุปได้ว่าช่วงที่กองทัพมองโกลแผ่แสนยานุภาพโดดเด่นที่สุดเป็นช่วงเดียวกับการตั้งกรุงสุโขทัย ในปี พ.ศ. 1800 (1257)

สล็อตออนไลน์

หลักฐานสำคัญในพงศาวดารหงวนฉบับเก่า เล่มที่ 2 แปลเรื่องราวการติดต่อระหว่างอาณาจักรสุโขทัยกับราชวงศ์มองโกลได้สรุปไว้ว่ากุบไลข่านทรงปรึกษาขุนนางข้าราชการระดับสูงเกี่ยวกับการเตรียมทัพไปปราบปรามแคว้นต่าง ๆ ทางใต้ มีสุโขทัย ละโว้ สุมาตรา และอื่น ๆ เป็นเมืองขึ้น ปรากฏว่าขุนนางชื่อ เจี่ย หลู่ น่าต๋าไม่เห็นด้วยและได้กราบบังคมทูลเสนอแนะให้ทรงชักชวนให้ผู้นำดินแดนต่าง ๆ อ่อนน้อมยอมสนับสนุนก่อน หากไม่ยอมจึงยกกองทัพไปโจมตี นี่คือเหตุผลประการหนึ่งที่กุบไลข่านทรงส่งคณะทูตไปเจริญสัมพันธไมตรี

jumboslot

และขอให้ส่งเครื่องราชบรรณาการไปยังราชสำนักมองโกล เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่ออาณาจักรมองโกล ปราฏว่ามีอาณาจักรในดินแดนต่าง ๆ กว่า 20 อาณาจักรยอมรับข้อเสนอ รวมทั้งอาณาจักรสุโขทัยด้วย (ช่วงระหว่างประมาณ พ.ศ. 1822 – 1825)

slot

Tagged , , , ,