จาง สวิน

จาง สวิน (จีนตัวย่อ 张巡 จีนตัวเต็ม 張巡 พินอิน Zhāng Xún ค.ศ. 709 – 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 757) เป็นขุนพลในราชวงศ์ถังของจีน เป็นที่รู้จักเพราะในช่วงที่เกิดกบฏอาน ลู่ชาน (安祿山) ได้ป้องกันเมืองยงชิว (雍丘) กับเมืองซุยหยาง (睢陽) โดยสกัดทัพกบฏของต้าย่าน (大燕) มิให้เข้าโจมตียึดแย่งอาณาเขตอันอุดมสมบูรณ์ใต้แม่น้ำหฺวาย (淮河) เป็นผลสำเร็จ แต่การที่เขาสนับสนุนให้กินเนื้อมนุษย์ในการรบที่ซุยหยาง (睢陽之戰) ทำให้เขาถูกวิจารณ์อย่างหนักจากบุคคลร่วมสมัยหลายคนรวมถึงนักประวัติศาสตร์ในสมัยหลังว่า ไร้มนุษยธรรม มีนักประวัติศาสตร์บางคนชื่นชมเขาที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อราชวงศ์ถังอย่างยิ่ง ราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 1161-1233, พ.ศ. 1248-1450) ราชวงศ์นี้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้จีนอย่างมาก ทั้งด้านศิลปกรรม วัฒนธรรม และอีกหลาย ๆ ด้าน หลี่ยวนได้ตั้งตัวเองเป็น จักรพรรดิถังเกาจู่ หลังจากรวมแผ่นดินให้เป็นปึกแผ่นแล้ว ก็เกิดการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทขึ้น ระหว่างโอรสหลี่เจี้ยนเฉิง หลี่ซื่อหมิน และหลี่หยวนจี๋ หลี่ซื่อหมินนั้น มีความดีความชอบมาก เนื่องจากรบชนะมาหลายครั้ง ต่อมา ถังเกาจู่ก็สละราชสมบัติ ตั้งตนเองเป็นไท่ช่างหวง jumbo jili…

Continue Reading

งักฮุย

งักฮุย (สำเนียงแต้จิ๋ว) หรือ เยว่ เฟย์ (สำเนียงจีนกลาง) (จีนตัวย่อ 岳飞 จีนตัวเต็ม 岳飛 พินอิน Yuè Fēi 24 มีนาคม ค.ศ. 1103 – 27 มกราคม ค.ศ. 1142) เป็นนักรบกู้ชาติคนสำคัญซึ่งมีชื่อเสียงมากผู้หนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศจีน มีชีวิตอยู่ในยุคราชวงศ์ซ่งใต้ เป็นแม่ทัพผู้ต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าจิน ถูกใส่ความโดยศัตรูทางการเมืองจนต้องโทษประหารชีวิต หลังจากนั้นจึงได้รับยกย่องเป็นแบบอย่างแห่งความซื่อสัตย์ในวัฒนธรรมจีน ในปี ค.ศ. 1134 จักรพรรดิซ่งเกาจงได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น อู่ชางเสี้ยนไคกว๋อจึ (武昌縣開國子) ถัดมาเดือนกุมภาพันธ์ ปีที่2 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น อู่ชางจวินไคกว๋อโหว (武昌郡開國侯) ในปีเดียวกันเดือนกันยายนได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น อู่ชางจวินไคกว๋อกง (武昌郡開國公) ภายหลังในปี ค.ศ.1204 จักรพรรดิซ่งหนิงจงได้ยกย่องวีรกรรมของงักฮุยและพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น งักอ๋อง (鄂王) โดยเนื้อความในราชโองการว่า งักฮุยจงรักภักดีสละชีพเพื่อชาติ เกียรติประวัติสืบมา ถึงแม้กลับมารับราชการ ยังไม่เสร็จสิ้นการยกย่องสรรเสริญ พระราชทานบรรดาศักดิ์กรณีพิเศษเป็นอ๋อง “岳飛忠義殉國,風烈如存,雖巳追復原官,未盡褒嘉之典,可特與追封王爵” งักฮุย เกิดในราชวงศ์ซ่งเหนือ บริเวณที่ปัจจุบันนี้ คือ อำภอทางยิง เมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน…

Continue Reading

เกวตซัลโกอัตล์

เกวตซัลโกอัตล์ เป็นเทพผู้สร้างโลกในคติความเชื่อของชาวอินเดียนแดง เป็นผู้สร้างมนุษย์และเป็นเทพผู้เป็นใหญ่ในโลกแห่งความตาย รูปลักษณ์เป็นรูปงูใหญ่ ในตำนานของชาวอินเดียนแดงกล่าวว่าเทพองค์นี้ได้ลงมายังโลกมนุษย์และสร้างมนุษย์จากกองกระดูกในโลกกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันในสหรัฐอเมริกา (อังกฤษ Native Americans in the United States) เป็นวลีที่หมายถึงชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาจากทวีปอเมริกาเหนือที่รวมแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของอะแลสกาและฮาวาย ที่ประกอบด้วยกลุ่มชนพื้นเมืองอเมริกันหลายกลุ่มที่เป็นชนเผ่าอินเดียน (Indian tribe) แต่เป็นคำที่ถือว่าไม่สุภาพต่อคนหลายคนที่รวมทั้งรัสเซลล์ มีนส์นักปฏิกิริยาของขบวนการอเมริกันอินเดียน (American Indian Movement) ตามความเห็นของมีนส์ “ในการสัมนานานาชาติของอินเดียนจากทวีปอเมริกาที่กรุงเจนีวาในสวิตเซอร์แลนด์ที่สหประชาชาติ ใน ค.ศ. 1977 เราเห็นพ้องกันว่าเราจะใช้คำว่า “อเมริกันอินเดียน” ผู้อื่นที่สนับสนุนการใช้คำว่า “Native American” (ชนพื้นเมืองอเมริกัน) ไม่เห็นความสำคัญของการใช้คำและอ้างว่า “การตกลงเป็นเอกฉันท์มิได้เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกที่เป็นชนพื้นเมืองเกี่ยวกับชื่อที่ต้องการที่จะใช้” “ชนพื้นเมืองอเมริกัน” บางครั้งก็เรียกว่า “อินเดียน” “อเมริกันอินเดียน” “แอบบอริจินัลอเมริกัน” “อเมรินเดียน” “อเมรินด์” “ชนผิวสี” (Colored) “อเมริกันแรก” “ชนพื้นเมือง” “อเมริกันดั้งเดิม” “อินเดียนแดง” และ “คนผิวแดง” การยึดอเมริกาเป็นอาณานิคมของชาวยุโรปนำมาซึ่งความขัดแย้งและการปรับความสัมพันธ์ระหว่างสังคมของโลกเก่า และ โลกใหม่เป็นเวลาหลายร้อยปี บันทึกตามลายลักษณ์อักษรทางประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับชนพื้นเมืองเขียนโดยชาวยุโรปหลังจากที่ได้พบกันเป็นครั้งแรก สังคมของชาวพื้นเมืองอเมริกันดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์และเกษตรกรรมแบบยังชีพ (subsistence) ซึ่งเป็นคุณค่าที่แตกต่างจากระบบคุณค่าของชาวยุโรปที่เข้ามาจับจองดินแดน ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชนสองกลุ่มและการสับเปลี่ยนความเป็นพันธมิตรระหว่างกันต่อกันภายในแต่ละกลุ่มนำไปสู่ความเข้าใจผิดต่าง ๆ และความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้น jumbo…

Continue Reading

มาร์ดุก

มาร์ดุก (อักษรรูปลิ่ม 𒀭𒀫𒌓 dAMAR.UTU ภาษาซูเมอร์ amar utu.k บุตรแห่งพระอาทิตย์ ภาษากรีก Μαρδοχαῖος,Mardochaios ภาษาฮีบรู מְרֹדַךְ, marōḏaḵ) เป็นเทพเมโสโปเตเมียในยุคหลัง มาร์ดุกเป็นเทพประจำเมืองบาบิโลน และเป็นเทพแห่งน้ำ พืชพันธุ์ การพิพากษา และเวทมนตร์ พระองค์เป็นโอรสของเทพอีอา (เองกีในซูเมอร์) กับดัมกัลนูนา มีพระชายาคือซาปาร์นิต และมีโอรสคือเนโบ เทพแห่งปัญญาและการรู้หนังสือ มีอาวุธประจำกายคืออาวุธแห่งสายลมอิมฮุลลู และพาหนะเป็นมังกรมุชคุชชู ในช่วงที่บาบิโลนปกครองโดยพระเจ้าฮัมมูราบี มาร์ดุกมีความเกี่ยวข้องในทางโหราศาสตร์กับดาวพฤหัสบดี ที่มาของพระนามมาร์ดุกมาจาก amar-Utu (บุตรผู้เป็นอมตะของอูตู หรือ บุตรเยาว์วัยของสุริยเทพอูตู) สะท้อนถึงที่มาหรือความเกี่ยวข้องกับเมืองซิปปาร์ซึ่งมีอูตูเป็นเทพประจำเมือง สถานภาพเดิมของมาร์ดุกยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ภายหลังพระองค์ถูกเชื่อมโยงเข้ากับน้ำ พืชพันธุ์ การพิพากษา และเวทมนตร์ ตามเอนูมาเอลิช ตำนานการถือกำเนิดของบาบิโลเนียกล่าวว่า มาร์ดุกซึ่งเป็นเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่เทพรุ่นหลังได้ทำสงครามกับเทพยุคแรกเริ่มติอามัตเป็นเวลา 12 วันจึงปราบติอามัตลงได้ จากนั้นมาร์ดุกทรงสร้างสวรรค์และโลกจากร่างติอามัต และปรึกษากับเทพอีอาก่อนจะสร้างมนุษย์คนแรกชื่อลัลลูจากชิ้นส่วนเทพที่สนับสนุนติอามัตเพื่อให้เป็นบริวาร ชาวบาบิโลเนียมีการเฉลิมฉลองชัยชนะของมาร์ดุกเหนือติอามัตในเทศกาลแซกมัก หรือวันขึ้นปีใหม่ช่วงเดือนธันวาคมเป็นเวลา 12 วัน โดยกษัตริย์บาบิโลนจะเป็นตัวแทนมาร์ดุก ประกอบพิธีเฮียรอสกามอสและต่อสู้ในการรบแบบจำลอง jumbo jili มาร์ดุกเป็นเทพประจำเมืองบาบิโลน เมื่อบาบิโลนกลายเป็นศูนย์กลางอำนาจในหุบเขายูเฟรตีสในรัชสมัยพระเจ้าฮัมมูราบีราวศตวรรษที่ 18 ก่อนคริสตกาล มาร์ดุกค่อย…

Continue Reading

เนโบ

เนโบ (ฮีบรู נבו‎ ) หรือ นาบู เป็นเทพเจ้าแห่งปัญญาของชาวบาบิโลนและอัสซีเรีย ได้รับการนับถือโดยชาวบาบิโลนในฐานะโอรสแห่งเทพมาร์ดุกและนีสซาบา ทั้งนี้ ในฐานะเทพแห่งปัญญา เนโบอาจเทียบเท่าได้กับเทพเฮอร์มีสของกรีก และเทพเมอร์คิวรีของโรมัน นอกจากนี้ในโหราศาสตร์ของบาบิโลน เนโบถือเป็นตัวแทนของดาวพุธเทพทั้งหลายนั้นทรงได้สร้าง อาสการ์เดอร์ (Asgard) ขึ้น ตามชื่อวงศ์แอเซียร์ (Aesir) ของตน ที่นี่ไม่ต้องการสงคราม ไม่มีการสู้รบ สันติภาพคงอยู่ตลอดไป ตราบเท่าที่เทพแอซีร์ปกครองโลก ถึงกระนั้น ชาวแอซีร์ก็ไม่ประมาท จึงสร้างโรงตีเหล็กเพื่อตีอาวุธยุทโธปกรณ์ และค่อย ๆ สร้างสรรค์ส่วนต่าง ๆ ของอาสการ์เดอร์ให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อย ๆ อาสการ์เดอร์เชื่อมกับโลกมนุษย์ ด้วยสะพานรุ้งน้ำแข็งเรียก ไบฟรอส (Bifrost) สะพานนี้ก่อร่างขึ้นมาจากสายรุ้งที่กลายเป็นน้ำแข็ง มันทั้งกว้างและแข็งแรงพอชักรถศึกออกไปได้ ต้นอึกก์ดราซิลล กลางแดนสวรรค์ มีไม้อยู่ต้นหนึ่ง เป็นไม้แอช (Ash) ชื่อ อึกก์ดราซิลล์ (Igrasil หรือ Yggrasil) โอบรับโลกทั้งเก้า ไม่ว่า สวรรค์ โลกมนุษย์ โลกยักษ์ โลกคนแคระ โลกเอลฟ์ ไว้กับกิ่งก้านสาขา และรากของมัน โลกมนุษย์อยู่ภายใต้ร่มเงากิ่งก้านสาขา ยอดไม้ระเมฆบนท้องฟ้า…

Continue Reading

ติอามัต

ติอามัตเป็นมังกรเพศเมียตามความเชื่อของชาวบาบิโลนและเป็นปีศาจลับบูตามความเชื่อของชาวสุเมเรีย โดยตำนานของชาวบาบิโลนกล่าวว่าจักรวาลยุคแรกเริ่มมีแต่อับซู ติอามัตและมัมมูเท่านั้น ต่อมาติอามัตและอับซูได้ให้กำเนิดเทพเจ้าองค์แรกคือเทพลาห์มู จากนั้นจึงเกิดเทพเจ้าองค์อื่นๆตามมา ต่อมามัมมูได้ยุยงให้เทพเจ้ารุ่นใหม่ที่ยังเยาว์ไปรบกวนอับซูและติอามัต ติอามัตจึงเตรียมทำสงครามกับเทพเจ้า เทพมาร์ดุกเป็นผู้ปราบติอามัตและได้แบ่งร่างของนางออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสร้างเป็นสวรรค์ อีกส่วนเป็นพื้นดินและสร้างมนุษย์จากเลือดของดินกู สาวกของติอามัตเมื่อเกิดแล้ว ทั้งสองก็หิว อีเมอร์ หันไปหันมาเจอกับเต้านมอันเต่งของวัว ก็ตรงเข้าดูดนมวัวเป็นการใหญ่ แต่วัวออดฮัมลาโชคร้าย หล่อนไม่มีอะไรจะกิน นอกจากน้ำแข็งข้างหน้า ก็เลยเลียน้ำแข็งกินไปพลาง ๆ ปรากฏว่า น้ำลายอุ่น ๆ ของวัวที่เลียน้ำแข็ง ก็ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอีกหนึ่งจากก้อนน้ำแข็งที่มันเลีย นั่นคือ เทพ บูรี ( Buri) พระเกษาของพระองค์ทรงงอกขึ้นมาก่อน จากนั้นก็เป็นเศียรและวรกาย เป็นชีวิตของชายอีกคนหนึ่ง เทพองค์นี้จะนับเป็นบรรพบุรุษของเทพทั้งหมดทีเดียว แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อีเมอร์ไม่สนใจนอกจากให้ตัวเองอิ่มไว้ก่อน นี่เป็นความต้องการแรกของมนุษย์ตั้งแต่เกิด อีเมอร์ใช้เวลาไม่นานนักก็กินนมวัวจนอิ่ม แต่ดูจะอิ่มมากไป มันจึงง่วงแล้วจึงก็ลงนอนบนพื้นน้ำแข็งแล้วหลับสนิทไปโดยพลัน ประกายไฟจากดาบของยักษ์ซูร์เตอร์ลอยละล่องมาตกข้างตัวเรื่อย ๆ สร้างความอบอุ่นให้เขาหลับนานขึ้นและเหงื่อออก แต่ว่าเหงื่อของยักษ์อีเมอร์ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น jumbo jili ตัวแรกที่เกิดจากหยาดเหงื่อของอีเมอร์ เป็นยักษ์หกหัวที่แสนจะน่าเกลียด ซรูดเก็ลมีร์ (Thrudgelmir) (ตนนี้เป็นบรรบุรุษของยักษ์น้ำค้างแข็งตัวอื่น ๆ ต่อไปอีก พวกนี้นับเป็นศัตรูตลอดกาลของพวกเทพ) ส่วนเหงื่อจากใต้รักแร้ข้างซ้ายกลายเป็นยักษ์ชาย และหญิงคู่หนึ่ง แม้จะมีตนละหัวเดียว แต่ก็น่าเกลียดพอ ๆ กับเจ้าหกหัวตัวแรก…

Continue Reading

โลกี

โลกี (นอร์สเก่า Loki) เป็นเทพเกเรในเทพปกรณัมนอร์ส โลกีมีความขี้เล่นและซุกซน ในช่วงแรกนั้นโลกีได้ช่วยเหลือเหล่าเทพแห่งอาสการ์เดอร์ในการต่อสู้กับเหล่ายักษ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความซุกซนของโลกีก็ยิ่งกลายเป็นความโหดร้ายยิ่งขึ้น เทพโลกีมีบุตร 3 ตน คือ หมาป่าเฟ็นรีร์, งูยักษ์ยอร์มุงกันเดอร์ และเฮ็ล เทวีแห่งอาณาจักรคนตาย ในวันแรกนะร็อก (วันสงครามสิ้นโลก) บุตรทั้งสามของโลกีจะมีส่วนร่วมต่อสู้ในสงครามด้วย โลกียังเป็นผู้ให้กำเนิดม้าสเลย์ปนีร์ของโอดินน์โลกีเป็นผู้สังหารบัลเดอร์ เทพแห่งความสุข โดยใช้กิ่งของต้นมิสเซิลโทซึ่งเป็นสิ่งเดียวที่ไม่เคยสาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์ ทำเป็นลูกดอกแล้วหลอกให้เทพฮอเดอร์ผู้ตาบอดขว้างใส่บัลเดอร์ และเมื่อเทพเฮร์โมเดอร์ได้ไปตกลงกับเฮ็ลซึ่งจะยอมให้บัลเดอร์กลับจากยมโลกถ้าทุกชีวิตบนโลกร่ำไห้แก่บัลเดอร์ ยักษิณีซ็อกก์ปฏิเสธที่จะร่ำไห้ตามคำขอร้องของแอซีร์ผู้ส่งสาร ซึ่งเชื่อว่าซ็อกก์นั้นก็คือโลกีปลอมตัวมานั่นเอง เหตุการณ์นี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกีเป็นศัตรูกับเหล่าเทพแห่งอาสการ์เดอร์และถูกจับล่ามโซ่ไว้จนถึงวันแรกนะร็อกประมวลเรื่องปรัมปรานอร์ส หรือ ประมวลเรื่องปรัมปราสแกนดิเนเวีย เป็นประมวลเรื่องปรัมปราของชนเจอร์แมนิกเหนือ และเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาเก่าแก่ของชาวนอร์สซึ่งเป็นความเชื่อพหุเทวนิยม และยังคงเล่าสืบเนื่องกันมาแม้ภายหลังจากชาวสแกนดิเนเวียหันมานับถือศาสนาคริสต์ จนกลายมาเป็นคติชาวบ้านสแกนดิเนเวียแห่งสมัยใหม่ ประมวลเรื่องปรัมปรานอร์สเป็นการกระจายขึ้นเหนือสุดของประมวลเรื่องปรัมปราเจอร์มานิก โดยประกอบด้วยนิทานเทวดา และวีรบุรุษต่าง ๆ จากแหล่งที่มาจำนวนมากทั้งก่อนและหลังยุคเพกัน ซึ่งรวมถึงวรรณกรรมของชาวไอซ์แลนด์ที่เขียนขึ้นในสมัยกลาง หลักฐานทางโบราณคดีและประเพณีพื้นบ้าน jumbo jili เทพเจ้าองค์สำคัญในประมวลเรื่องปรัมปรานอร์ส ได้แก่ ธอร์ เทพสายฟ้าผู้มีค้อนใหญ่เป็นอาวุธ โดยเป็นเทพนักรบผู้พิทักษ์มนุษยชาติ โอดินน์ เทพเจ้าพระเนตรเดียว ผู้ทรงขวนขวายหาความรู้ในโลกฐาตุทั้งหลาย และพระราชทานอักษรรูนให้แก่มนุษย์ เฟร็วยา (Freyja) เทพสตรีผู้ทรงสิริโฉม ผู้ใช้เวทมนตร์ (seiðr) และทรงฉลองพระองค์คลุมขนนก ผู้ทรงม้าเข้าสู่สมรภูมิเพื่อเลือกเอาดวงวิญญาณในหมู่ผู้ตาย สคาดดี (Skaði)…

Continue Reading

บาอัล

บาอัล (Baal ออกเสียง[baʕal] ภาษาฮีบรู בעל) เป็นเทพเจ้าแห่งสายฝนที่มีผู้นับถือในคานาอัน ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อบาอัลชนะยัม เทพเจ้าแห่งท้องทะเลได้แล้วจึงสร้างเมืองของตนที่ภูเขาซาโฟน บาอัลพยายามหลบเลี่ยงมอต เทพเจ้าแห่งความตายตลอดแต่ก็หนีไม่พ้นและถูกเชิญให้ไปพบ อานัต ภรรยาของบาอัลได้พยายามขอให้มอตคืนบาอัลให้นางแต่ไม่สำเร็จ นางจึงชำแหละร่างของมอตและนำไปเผาไฟ ต่อมาทั้งบาอัลและมอตต่างฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และเข้าต่อสู้กัน เทพเจ้าส่วนใหญ่เข้าข้างบาอัล ในที่สุดบาอัลจึงชนะได้ครองท้องทุ่งกว้างคานาอัน ((อังกฤษ Canaan ฟินิเชีย 𐤊𐤍𐤏𐤍 kna-an อาหรับ كنعان‎ Kanaʿān) คือ ดินแดนของชนเผ่าที่พูดภาษาเซมิติกราวปลายสหัสวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล ปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ลิแวนต์ใต้ในตะวันออกกลาง ตรงกับบริเวณที่ตั้งประเทศอิสราเอล เลบานอน ดินแดนปาเลสไตน์ และบางส่วนของประเทศซีเรียและประเทศอียิปต์ มีชายฝั่งทางทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คำว่า คานาอัน ปรากฏอยู่บ่อยครั้งในคัมภีร์ไบเบิ้ล หรือพันธสัญญาเดิม โดยบรรยายว่าเป็นดินแดนที่พระยาห์เวห์สัญญามอบให้แก่วงศ์วานอิสราเอลฝน เป็นการตกของน้ำจากฟ้าแบบหนึ่ง นอกจากฝนแล้ว น้ำยังตกในรูปหิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ลูกเห็บ น้ำค้าง ฝนอยู่ในรูปหยดน้ำซึ่งตกมายังพื้นผิวโลกจากเมฆ ฝนบางส่วนระเหยเป็นไอก่อนตกลงถึงผิวโลก ฝนชนิดนี้เรียกว่า virga jumbo jili ฝนที่ตกเป็นส่วนสำคัญหนึ่งของวัฏจักรของน้ำ ซึ่งน้ำจากผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกเป็นฝน ไหลลงแม่น้ำ ลำคลอง ไปทะเล…

Continue Reading

แฮธอร์

แฮธอร์ เป็นธิดาของเทพรา และเป็นชายาของเทพฮอรัส เป็นเทพีแห่งความรัก ความสุข การแต่งงาน การเต้นรำ และความงดงาม สัญลักษณ์ของพระนาง คือ วัว หรือเทพีที่มีเขาวัวอยู่บนเศียร มีความเกี่ยวข้องกับเทพีเซคเมต เทพีนางสิงโต ในสมัยหนึ่งน่าจะเป็นองศ์เดียวกับไอซิส เพราะตำนานบางแห่งก็ว่าเป็นมารดาแห่งฮอรัส แต่ภายหลังได้แยกจากกัน คือให้ ไอซิสเป็นมารดาแห่งฮอรัส แต่ฮาเธอร์เป็นแม่นม จึงปรากฏรูปฮาเธอร์ในลักษณะวัว กำลังให้นมฟาโรห์อยู่เทพฮอรัส (อังกฤษ Horus) คือหนึ่งในเทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ ของความเชื่อชาวอียิปต์ ฮอรัสเป็นพระโอรสของเทพโอซีริส และเทพีไอซิสและเป็นพระสวามีของแฮธอร์ ทรงเป็นเทพที่เกิดจากการรวมกันของเทพนกเหยี่ยวและเทพแห่งแสงสว่าง มีพระเนตรขวาเป็นดวงอาทิตย์ พระเนตรซ้ายเป็นดวงจันทร์ และ คนอียิปต์โบราณมีความเชื่อว่าการเกิดกลางวันกลางคืนนั้นเกิดจากการบินรอบโลกของเทพฮอรัส สัญลักษณ์ของเทพฮอรัสคือเป็นมนุษย์ที่มีศีรษะเป็นนกเหยี่ยว ทรงสวมมงกุฎสองชั้นหรือแกะสลักเป็นรูปวงสุริยะมีปีกอยู่ที่รั้ววิหารประจำพระองค์ หรือคือนกเหยี่ยวกำลังบินอยู่เหนือการสู้รบของฟาโรห์ ที่อุ้งเล็บมีแส้แห่งความจงรักภักดีและแหวนแห่งความเป็นนิรันดร์อยู่เทพฮอรัสมีพระนามมากมายตามท้องที่ที่สักการะและความเชื่อ เช่น เทพฮาโรเอริส (Haroeris) ฮอรัส เบฮ์เดตี (Horus Behdety) ฮาราเคต ฮาร์มาฆิส (Harmakhis) และ ฮาร์สีเอสิส (Harsiesis) jumbo jili ฮอรัสเติบใหญ่ขึ้นด้วยการเลี้ยงดูของพระมารดาที่แซมมิส และได้รับการฝึกเพลงอาวุธและเวทมนตร์ จากพระมารดาและเทพฮามาคิสต์ผู้เป็นลุงทีมแวนคูเวอร์ กริซลีส์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2538…

Continue Reading

อิมโฮเทป

อิมโฮเทป (Imhotep) เป็นหนึ่งในมนุษย์เทพของ ตำนานเทพเจ้าแห่งไอยคุปต์ อิมโฮเทป เป็นอัครเสนาบดีของฟาโรห์โจเซอร์ (Djoser) ฟาโรห์องค์แรกหรือคนที่ 2 ของราชวงศ์ที่ 3 มีเมืองหลวงอยู่ที่เมืองเมมฟิส เป็นคนแรกที่บันทึกประวัติศาสตร์ของชาวไอยคุปต์ไว้ มีชื่อเสียงโด่งดังในความสามารถหลายอย่าง ทั้งเป็นนักเขียน เป็นหมอ เป็นนักบวชที่เรียนรู้หลักคำสอนของเฮลีออโปลีเทนและเป็นผู้ที่ค้นพบหลักวิชาดาราศาสตร์และสถาปัตยกรรม ความฉลาดปราดเปรื่องของอิมโฮเทปทำให้ประชาชนเชื่อถือว่าเขาเกี่ยวข้องกับเทพองค์สำคัญ อย่างเช่น เทพปตาห์และเทพธอธ ชาวไอยคุปต์ทุกสมัยรู้จักผลงานทางด้านสถาปัตยกรรมของอิมโฮเทปในนามของปิรามิดขั้นบันไดหรือมาสตาบาแห่งโจเซอร์ที่ซักการา ใกล้ ๆ กับเมืองเมมฟิส พีระมิดชนิดนี้สร้างจากก้อนหินปูนที่นำมาจากเมืองตูรา (Tura) บนริมฝั่งตะวันออกของแม่น้ำไนล์ เป็นพีระมิดแห่งแรกที่ก่อสร้างด้วยหินล้วน ๆ มีลักษณะเป็นขั้นบันไดขนาดใหญ่สำหรับกษัตริย์ขึ้นไปบนท้องฟ้า แวดล้อมด้วยวิหารที่ใช้สำหรับประกอบพิธีกรรมและสถานที่เฉลิมฉลองของกษัตริย์มากมาย jumbo jili สัญลักษณ์ของอิมโฮเทปเป็นนักบวชโกนศีรษะ นั่งหรือคุกเข่าบนม้วนกระดาษพาไพรัส บางครั้งก็สวมกระโปรงยาวอย่างนักบวช ม้วนกระดาษพาไพรัสแสดงถึงแหล่งของความรู้ ส่วนการแต่งกายอย่างนักบวชนั้นเป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ทางศาสนาฟาโรห์โจเซอร์เป็นฟาโรห์พระองค์แรกที่มีดำริให้สร้างพีระมิดขั้นบันไดของพระองค์เองเป็นต้นแบบของพีระมิดทรงสามเหลี่ยม โดยมีอัครเสนาบดีและสถาปนิกที่มีชื่อเสียงเป็นผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างคืออิมโฮเทป อิมโฮเทปนับว่าเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศ จึงกล้าคิดออกแบบพีระมิดขนาดใหญ่อย่างที่ไม่มีใครเคยสร้างมาก่อน โดยพีระมิดแห่งแรกนี้มีขนาดกว้างประมาณ 115 เมตร ยาวเกือบ 140 เมตร สูง 60 เมตร เป็นพีระมิดลักษณะขั้นบันได 6 ขั้น ถูกสร้างขึ้นที่เมืองซัคคารา ถือเป็นอนุสรณ์สถานที่ใหญ่ที่สุดแห่งแรกด้วยและยังคงสภาพสมบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน พีระมิดที่เป็นขั้นบันไดนั้นเป็นสัญลักษณ์ว่า เป็นบันไดสำหรับย่างพระบาทสู่สวรรค์ของฟาโรห์ ภายในพีระมิดแห่งแรกนี้ มีรูปสลักหินของฟาโรห์โจเซอร์ในท่าประทับนั่งบนบัลลังก์ ถือเป็นประติมากรรมชิ้นที่เก่าแก่ที่สุด…

Continue Reading