อีริส (เทพปกรณัม)

อีริส (กรีก Ἶρις, Īris) หรือ ไอริส คือเทพีแห่งข่าวสารของพระนางจูโน หรืออีกนัยหนึ่งคือเทพีแห่งสายรุ้ง ชาวกรีกนิยมปลูกดอกไอริสไว้ที่หลุมศพ เนื่องจากเชื่อกันว่าเทพีอีริสคือผู้นำทางดวงวิญญาณของผู้หญิงไปสู่สุคติ (เทพเมอร์คิวรี คือผู้นำดวงวิญญาณของผู้ชาย) เนื่องจากเทพีอีริส คือ เทพีประจำพระองค์เทพีจูโน และกลายเป็นสัญลักษณ์ของการพูดจาคมคาย และความมีพลัง ชาวอียิปต์เชื่อว่า กลีบทั้งสามของดอกไอริส หมายถึงความศรัทธาปัญญา และความกล้าหาญ ชื่อเทพีอีริสได้ถูกนำมาใช้ตั้งเป็นชื่อดาวเคราะห์น้อยในแถบดาวเคราะห์น้อย 7 อีริส ซึ่งถูกค้นพบโดยในปี 1847 โดยจอห์น ไฮนด์ (John Hind) นักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษแถบดาวเคราะห์น้อย (อังกฤษ Asteroid belt) เป็นบริเวณในระบบสุริยะที่อยู่ระหว่างวงโคจรของดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ประกอบไปด้วยวัตถุรูปร่างไม่แน่นอนจำนวนมาก เรียกว่าดาวเคราะห์น้อย (asteroid หรือ minor planet) บางครั้งก็เรียกแถบดาวเคราะห์น้อยว่า แถบหลัก เพื่อแยกแยะมันออกจากดาวเคราะห์น้อยกลุ่มอื่น ๆ ที่มีอยู่ในระบบสุริยะ เช่น แถบไคเปอร์ มวลกว่าครึ่งหนึ่งของแถบดาวเคราะห์น้อยอยู่ในดาวเคราะห์น้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 4 ดวง ได้แก่ ซีรีส, เวสตา, พัลลัส และไฮเจีย ทั้งสี่ดวงนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ยมากกว่า 400 กิโลเมตร สำหรับซีรีสซึ่งถือเป็นดาวเคราะห์แคระเพียงดวงเดียวในแถบดาวเคราะห์น้อย…

Continue Reading

เลออโคออน

เลออโคออน (อังกฤษ Laocoön กรีก Λαοκόων) เป็นลูกของอะโคทีส (Acoetes) เป็นนักบวชโทรจันของโพไซดอนในตำนานเทพเจ้ากรีก (หรือเทพเนปจูน) แต่เลออโคออนไปละเมิดกฎอาจจะด้วยการแต่งงานและมีลูก หรืออาจจะโดยการปฏิบัติตัวในทางที่ไม่เหมาะสมโดยการไปสมสู่กับภรรยาต่อหน้ารูปเคารพในวัด บทบาทของเลออโคออนในตำนานสงครามเมืองทรอยคือไปพยายามเตือนฝ่ายทรอยไม่ให้รับม้าโทรจันจากฝ่ายกรีก ซึ่งทำความพิโรธให้แก่เทพเจ้าผู้ส่งงูทะเลสองตัวจากเกาะเทเนดอสมาเข่นฆ่า ม้าโทรจัน หรือ ม้าไม้เมืองทรอย (อังกฤษ Trojan horse) เป็นม้าขนาดใหญ่ที่ทำจากไม้ จากมหากาพย์อีเลียดเรื่องสงครามเมืองทรอย ม้าไม้นี้เกิดขึ้นจากอุบายของโอดิสเซียส ในการบุกเข้าเมืองทรอย ที่มีป้อมปราการแข็งแรง หลังจากที่รบยืดเยื้อมานานถึง 10 ปีแล้ว ด้วยการให้ทหารสร้างม้าไม้นี้ขึ้นมา แล้วลากไปวางไว้หน้ากำแพงเมืองทรอย แล้วให้ทหารกรีกแสร้งทำเป็นล่าถอยออกไป เมื่อชาวทรอยเห็นแล้วเข้าใจว่าเป็นบรรณาการที่ทางฝ่ายกรีกสร้างขึ้นมาเพื่อบูชาเทพเจ้าและล่าถอยไปแล้ว จึงลากเข้าไปไว้ในเมืองและฉลองชัยชนะ เมื่อตกดึก ทหารกรีกที่ซ่อนตัว อยู่ในม้าไม้ ก็ไต่ลงมาเผาเมืองและปล้นเมืองทรอยได้เป็นที่สำเร็จ ปัจจุบัน ม้าโทรจัน ได้กลายมาเป็นสำนวนในภาษาอังกฤษ และเป็นชื่อของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่เมืองชานักกาเล ประเทศตุรกี ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเมืองทรอยจริงตามประวัติศาสตร์ ทางผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Troy เมื่อปี ค.ศ. 2004 ก็ได้มอบม้าไม้ตัวที่ใช้ในเรื่องให้แก่เมือง ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองด้วย[โอดิสเซียส หรือ โอดิสซูส (กรีก Ὀδυσσεὺς, โอ-ดุส-เซวส์ [odysse͜ús]) นอกจากนี้ยังรู้จักกันในชื่อภาษาละตินว่า ยูลิสซิส (ละติน Ulysses)…

Continue Reading

ยูฟรอซินี (เทพปกรณัม)

ยูฟรอซินี (อังกฤษ Euphrosyne กรีก Εὐφροσύνη) เป็นเทพีองค์หนึ่งในสามองค์ในกลุ่มเทพีชาริทีสในตำนานเทพเจ้ากรีกที่รู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Three Graces (ไตรเทพี) เทพียูฟรอซินีเป็นธิดาของซูสและยูรีโนเม (Eurynome) และเป็นเทพีแห่งความสง่าและความงาม และความร่าเริง เทพียูฟรอซินีปรากฏเป็นหนึ่งในสามเทพีในรายละเอียดของภาพ ฤดูใบไม้ผลิ โดยซันโดร บอตตีเชลลีฤดูใบไม้ผลิ (อังกฤษ Primavera) เป็นจิตรกรรมที่เขียนโดยซานโดร บอตติเชลลี จิตรกรสมัยเรอเนซองส์คนสำคัญของอิตาลีที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่หอศิลป์อุฟฟิซิในเมืองฟลอเร็นซ์ในประเทศอิตาลี ซานโดร บอตติเชลลีเขียนภาพ “ฤดูใบไม้ผลิ” ราวปี ค.ศ. 1482 ในปี ค.ศ. 1551 จอร์โจ วาซารีกล่าวถึงภาพนี้ว่าเป็นการประกาศถึงการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ (อิตาลี “Primavera”) ที่เป็นภาพที่อยู่ในคฤหาสน์เมดิชิในคาสเตลโลไม่ไกลจาก “คฤหาสน์เพตราเอีย” ลอเรนโซ ดิ ปิแอร์ฟรานเชสโค เดอ เมดิชิ (Lorenzo di Pierfrancesco de’ Medici) ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของลอเรนโซ เดอ เมดิชิซื้อคฤหาสน์นี้ในปี ค.ศ. 1477 ซึ่งทำให้สรุปว่าภาพ “ฤดูใบไม้ผลิ” เป็นภาพที่เขียนให้ปิแอร์ฟรานเชสโคเมื่อมีอายุ 14 ปีเมื่อซื้อคฤหาสน์ จากการสำรวจทรัพย์สินของปิแอร์ฟรานเชสโคและน้องชายจิโอวานนิ (Giovanni il…

Continue Reading

มอยเร

เทพีมอยเร (กรีก Μοῖραι, อังกฤษ Moirae หรือ Moerae หรือ The Fates) เป็นเทพีในตำนานเทพเจ้ากรีก บุตรีแห่งเทพซุสและเทพีเทมิส เป็นเทพีสามองค์ที่เป็นบุคลาธิษฐานของพรหมลิขิต ที่เทียบเท่ากับเทพีพาร์เซ (Parcae) ในตำนานเทพเจ้าโรมัน หรือเทพีนอร์นส์ (Norns) ในในตำนานเทพเจ้าเยอรมัน คำว่า “Μoira” ในภาษากรีก (μοῖρα) แปลตรงตัวว่าส่วนหนึ่ง ซึ่งเมื่อขยายส่วนออกไปแล้วก็เป็นชีวิตหรือพรหมลิขิต เทพีมอยเรควบคุมยานด้ายแห่งโชคชะตาของชีวิตของมนุษย์เดินดินทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย โคลโท (Clotho) มีหน้าที่ปั่นเส้นด้ายแห่งชีวิต (กำเนิดชีวิต) แลกคีลิศ (Lachesis) มีหน้าที่เป็นผู้ทอดเส้นด้าย (จากวัยเด็กไปถึงวัยชรา)อโทรพอส (Atropos) มีหน้าที่ตัดเส้นด้าย (หมดเวลาบนโลก)ประมวลเรื่องปรัมปราโรมัน หรือ ประมวลเรื่องปรัมปราละติน (อังกฤษ Roman mythology หรือ Latin mythology) หมายถึงความเชื่อเกี่ยวกับเทพเจ้าของผู้ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในลาติอุมและเมืองสำคัญ ๆ ในคาบสมุทรอิตาลีของโรมันโบราณ ที่อาจจะแบ่งได้เป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งที่เป็นความเชื่อสมัยต่อมาและความเชื่อทางวรรณกรรมที่ประกอบด้วยความเชื่อที่มาจากประมวลเรื่องปรัมปรากรีก อีกส่วนหนึ่งเป็นความเชื่อเดิมที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอิทธิพลกรีกที่มีลักษณะที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับประมวลเรื่องปรัมปรากรีกในสมัยต่อมา jumbo jili โรมันไม่มีบทบรรยายเกี่ยวกับเทพเจ้าที่เทียบเท่ากับเรื่องราวของ “สงครามไททัน” (Titanomachy) หรือ การล่อลวงซูสโดยเทพีเฮราเช่นเดียวกับของกรีก จนกระทั่งกวีโรมันเริ่มนำโครงสร้างของกรีกมาใช้ในตอนปลายสมัยสาธารณรัฐโรมัน แต่สิ่งที่โรมันมีคือ…

Continue Reading

แพลลัส

แพลลัส (อังกฤษ Pallas, กรีก Πάλλας) ในตำนานเทพปกรณัมกรีก มีเทพและเทพีหลายองค์ที่มีนามว่า แพลลัส อีกทั้งยังรวมไปถึงเจ้าชายองค์หนึ่งด้วย เทพีแพลลัสองค์แรกนั้นเป็นฉายาของอะธีนา บางแหล่งอ้างว่า เทพีแพลลัส เป็นเพื่อนเล่นขององค์เทพี ซึ่งเทพีแพลลัสเป็นพระธิดาของเทพไทรทัน หรือเทพไทรโทนิส ซึ่งเป็นพระบิดาอุปถัมภ์ของนาง วันหนึ่ง ขณะที่เทพีแพลลัสและเทพีอะทีนากำลังทะเลาะกันอยู่นั้น เทพซูส ก็ปรากฏร่างต่อหน้าทั้งสองพร้อมกับโล่ของพระองค์ ด้วยความตกใจกลัวจึงทำให้เทพีแพลลัสลืมหลบการโจมตีของเทพีอะทีนา นางได้เสียชีวิต และเทพีอะทีนาโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของนางและเปลี่ยนนามของนางเป็น แพลลัส อะทีนา นอกจากนี้เทพีอะทีนายังแกะสลักรูปปั้นของเทพีแพลลัสจากลำต้นของต้นไม้ซึ่งเรียกว่าพัลเลเดียม (Palladium) ซึ่งเทพีอะทีนาได้ทิ้งไว้กับเทพซูส ต่อมาอิเล็กตรา ผู้ถูกเกี้ยวโดยเทพซูสได้หนีพระองค์โดยการซ่อนตัวอยู่หลังรูปปั้นดังกล่าว อย่างไรก็ตาม เมื่อเทพซูสพบตัวอิเล็กตรา พระองค์ได้โยนรูปปั้นลงไปยังดินแดนแห่งอิเลียม (Ilium) หรือซึ่งก็คือกรุงทรอย นั่นเอง และ ณ ที่นี้อีลัส ได้สร้างวิหารเก็บรูปปั้นของเทพีแพลลัสเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีบางแหล่งได้อ้างว่าแพลลัสเป็นเทพเจ้าเก่าแก่ที่ถูกรวมเข้ากับเทพีอะทีนาโดยชาวเอเธนส์เอง jumbo jili แพลลัสยังเป็นไททันตนหนึ่งอีกด้วย ไททันแพลลัสเป็นโอรสของไททันคริอุซ และเทพียูริเบีย และเป็นพระสวามีของเทพีสติกซ์ ด้วย พระองค์เป็นพระบิดาของเทพซีลุส เทพีไนกี้ เทพคราตอส และเทพีไบอา (และบางครั้งยังเป็นพระบิดาของเทพีอีออส และไททันเซเรเน่ ด้วย) เทพแพลลัสองค์นี้เป็นเทพแห่งปัญญา อาอีซอนหรืออาอีธอน คือชื่อของม้าของพระองค์ เทพมีปีกเก่าแก่องค์หนึ่งก็มีนามว่าแพลลัสเช่นกัน ซึ่งปีกของพระองค์จะอยู่ที่ข้อเท้า…

Continue Reading

แพน (เทพปกรณัม)

แพน (อังกฤษ Pan, กรีก Πάν) เป็นเทพเจ้าในเทพปกรณัมกรีกที่คู่กับนิมฟ์ เป็นเทพเจ้าแห่งคนเลี้ยงแกะและฝูงแกะ ป่าเขา การล่าสัตว์ และดนตรีพื้นเมือง ชื่อของเทพแพนมาจากภาษากรีก “paein” ที่แปลว่า “ในท้องทุ่ง” (to pasture) ลักษณะของแพนเป็นกึ่งสัตว์กึ่งมนุษย์ที่เดินบนขาหลัง มีเขาเหมือนแพะ ลักษณะโดยทั่วไปคล้ายฟอน (faun) หรือ ซาไทร์ แพนทรงพำนักอยู่ในอาร์เคเดียเป็นเทพเจ้าแห่งท้องทุ่ง ป่าโปร่ง และลำธารน้ำป่าโปร่ง และเป็นผู้มีความเกี่ยวพันธ์กับการเจริญพันธุ์ (fertility) และฤดูใบไม้ผลิ นอกจากนั้นกรีกโบราณก็ยังเห็นว่าแพนทรงเป็นเทพเจ้าแห่งการวิพากษ์นาฏกรรม แพนเทียบเท่ากับฟอนัส (Faunus) ในเทพปกรณัมโรมัน ผู้เป็นพระบิดาของโบนาเดีย (Bona Dea) เทพเจ้าแห่งการเจริญพันธุ์ ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 แพนกลายมาเป็นเทพเจ้าองค์สำคัญของขบวนการจินตนิยมของยุโรปตะวันตกและในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ในขบวนการของลัทธิเพกันใหม่ ศิลปะจินตนิยม (อังกฤษ Romanticism) เริ่มต้นขึ้นในช่วงหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 18 ในยุโรปตะวันตก เป็นการเปลี่ยนแปลงของแนวคิดทางปรัชญา วรรณกรรม และศิลปกรรม อันนำมาซึ่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป กำเนิดของศิลปะจินตนิยมมีส่วนมาจากการต่อต้านแนวคิดทางสังคมและการเมืองแบบเก่าของยุคแสงสว่าง รวมถึงปฏิกิริยาต่อต้านการศึกษาวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมากแนวคิดของศิลปะในยุคนี้จะสะท้อนออกมาในงานศิลปะแบบภาพวาด ดนตรี และวรรณกรรม jumbo jili…

Continue Reading